|
โดยปกติก่อนขั้นตอนการดำเนินการจดทะเบียนบริษัทกับกรมพัฒน์ ผู้เริ่มประกอบการจะต้องมีการกำหนดทุนของบริษัทขึ้นมา ซึ่งสิ่งที่ควรใส่ใจในลำดับแรกเกี่ยวกับเรื่องของการกำหนดทุนของบริษัท มีรายละเอียดและความแตกต่างกันพอสมควร โดยหากการกำหนดทุนในบัญชีหุ้นของบริษัท ผิดพลาดตั้งแต่ต้น อาจจะมีผลต่อการบันทึกบัญชีในอนาคตได้
ซึ่ง “ทุนจดทะเบียน”และ“ทุนเรียกชำระ” ขออธิบายพอสังเขปดังนี้
คำว่า“ทุนจดทะเบียน” คือ ทุนของบริษัทตามที่ได้จดทะเบียน ไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ หรือบัญชีหุ้น โดยจะต้องกำหนดจำนวนหุ้น และราคาต่อหุ้น
คำว่า“ทุนเรียกชำระ”คือ เงินที่ได้เรียกชำระจากผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งอาจจะน้อยกว่าหรือเท่ากับ จำนวนทุนจดทะเบียนก็ได้ ตามกฎหมายกำหนดว่าจะต้องเรียกชำระค่าหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ25 ของทุนจดทะเบียน เช่น บริษัท ก.การค้า จำกัด มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ซึ่งผู้ถือหุ้นทั้งหมดต้องชำระค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 250,000 บาท หรือไม่น้อยกว่าหุ้นละ 25 บาทนั่นเอง (สัดส่วนการชำระค่าหุ้นขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ถือและราคาต่อหุ้น)

จำนวนหุ้นและเงินที่ชำระแล้วต่อหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคนนั้น สามารถขอตรวจได้จากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่นำส่งไว้กับกรมพัฒน์ฯ แต่ปัญหาก็คือบางบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ อาจไม่ทราบข้อกำหนดดังกล่าวจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่ ท่านอาจลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ตามทุนจดทะเบียนซึ่งเสมือนหนึ่งว่าชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือเป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อกรมพัฒน์ฯ จะส่งผลกระทบต่อ การบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีเงินได้ในภายหลัง
มองภาพง่ายๆ ก็คือ ถ้าบริษัท ก.การค้า จำกัด ลงรายการในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นว่า มีเงินชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่า 1 ล้านบาทแต่ความเป็นจริง ได้มีการชำระค่าหุ้นเพียงแค่ 250,000 บาท เท่ากับว่าเงินส่วนที่เหลืออีก 750,000 ได้หายออกไปจากบัญชี ในแง่ของการทำบัญชี อาจต้องปรับปรุงรายการโดยเสมือนว่าผู้ถือหุ้น ได้กู้ยืมเงินไปจากบริษัทแต่ ในแง่ของสรรพากร จะไม่เพียงแค่เสมือนว่ามีการกู้ยืมเงินไปจากบริษัทเท่านั้น แต่จะถือเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ ที่ต้องคิดค่าตอบแทน หรือคำนวณดอกเบี้ย จากเงินให้กู้ยืมดังกล่าวด้วย
ซึ่งจะเป็นปัญหาตามมา เพราะการคำนวณดอกเบี้ยรับ เข้าไปในงบการเงิน ย่อมหมายถึง การเพิ่มฐานกำไรสุทธิ ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือถึงแม้ว่าเราจะไม่ปรับปรุง รายการเข้าไปในงบการเงิน แต่ในการคำนวณภาษี ก็ยังคงต้องปรับเพิ่ม รายได้ดอกเบี้ยรับเข้าไปอยู่ดี
ดังนั้นก่อนที่ท่านจะเริ่มจดทะเบียนบริษัทจึงควรคำนึงเรื่องทุนจดทะเบียนก่อนว่าระดับทุนเท่าใด ที่เพียงพอกับการประกอบธุรกิจของท่าน และผู้ถือหุ้น มีความสามารถชำระค่าหุ้นได้ ซึ่งการแจ้งข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้องต่อกรมพัฒน์ฯ ในการนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องปัญหาทุนเกินเงิน ตามมาดังกล่าว
อย่างไรก็ตามท่านเจ้าของกิจการ ที่ประสบปัญหาดังกล่าว (ได้แจ้งข้อมูลในแบบ บัญชีหุ้นต่อกรมพัฒน์ฯ ไปแล้ว) ก็ยังพอมีทางเลือกให้ปฏิบัติอยู่บ้างได้แก่
1. การลดทุนจดทะเบียนให้เท่ากับทุนที่มีอยู่จริง ข้อนี้ต้องใช้เวลาถ้ากิจการมีทุนจดทะเบียนสูง ไป เพราะการลดทุน กฎหมายกำหนดให้ กิจการสามารถลดทุน ได้ไม่เกิน 1 ใน 4 ของทุน ที่มีเท่านั้น ในแต่ละรอบบัญชี
2. เรียกผู้ถือหุ้น ชำระค่าหุ้นให้ ครบหรือเต็ม จำนวนตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น
3. คำนวณดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมโดยรวมคำนวณเป็น รายได้ดอกเบี้ยรับเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ทางเลือกที่3 ออกจะเป็นทางเลือกที่ไม่น่าเลือกเท่าไร เพราะดูเหมือนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แก่บริษัทของเราเลย อีกทั้งยังต้องเสียภาษีโดยไม่จำเป็นอีกด้วย ดังนั้นแนะนำว่าท่านเจ้าของกิจการ ควรวางแผนให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจะเป็นการดีที่สุด
|