เว็บลิงค์
สภาวิชาชีพบัญชี กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานประกันสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย พลัสมา อาร์เรย์บิช กรุงเทพธุรกิจ จีบัน
อัตราแลกเปลี่ยน
ค้นหา
เอกสารเกี่ยวกับบริษัท
 
 
สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียน โทร 081-753-4070
แนวโน้มการปรับเงินเดือนและโบนัสปี55

 

 

จากผลการสำรวจอัตราค่าจ้างและสวัสดิการสำหรับการบริหารค่าจ้างประจำปี 2554/2555 โดยสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทยพบว่า แนวโน้มอัตราการขึ้นเงินเดือนประจำปี 2555 เฉลี่ยของทุกกลุ่มธุรกิจน่าจะอยู่ที่ 5.8% ซึ่งไม่แตกต่างมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว (2554) ที่ 5.91% แต่เหตุการณ์น้ำท่วมหนักในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ซึ่งเกิดในพื้นที่ที่เป็นจุดเศรษฐกิจเป็นปัจจัยแทรกซ้อน จึงคาดว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบน่าจะปรับลดลง และ5อันดับธุรกิจที่ปรับเงินเดือนสูงที่สุดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงจากที่จัดไว้คือ กลุ่มอื่นๆ 7.33% กลุ่มการขนส่ง 6.57% กลุ่มโลหะและเหล็ก 6.0% กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 5.95% และกลุ่มพาณิชยกรรม 5.93%
       
       ฉัตรพงษ์ วงษ์สุข นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย และผู้จัดการฝ่ายหน่วยงานกลยุทธ์และนโยบายงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจากอันดับดังกล่าว กลุ่มอื่นๆ ซึ่งอยู่ในอันดับ 1 น่าจะมาจากธุรกิจนั้นอยู่ในประเภทที่ต้องสู้ราคา เช่น บริษัทที่ปรึกษา บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต เชื่อมโยงกับบริษัทใหญ่ รวมทั้งอยู่ในธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะสูง ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่แม้จะได้รับผลกระทบอย่างมากโดยตรงจากน้ำท่วมหนัก แต่ทุกรายบอกว่าต้องมองธุรกิจในระยะยาว จึงต้องการรักษาคนไว้ เช่นเดียวกับกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่แม้จะไม่ติดอยู่ในอันดับสูง
       
       อย่างไรก็ตาม การปรับเงินเดือนน่าจะยังคงรักษาระดับเช่นเดิมเนื่องจากหากมีการเปลี่ยนแปลงมากจะกระทบกับโครงสร้างการจ่ายผลตอบแทน แม้จะเห็นภาพการเลิกจ้างไม่น้อยและความต้องการแรงงานโดยรวมยังมีอยู่มาก แต่ปัจจัยที่จะกระทบต่อการปรับเงินเดือนคือการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทซึ่งจะเริ่มปรับใน 7 จังหวัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ซึ่งเป็นการปรับโดยรวมทั้งแรงงานที่ไม่มีทักษะด้วย ทำให้เกิดการปรับตัวตามทั้งระบบ เช่น ระดับปวช.ซึ่งอยู่ที่ 6,000 บาท และปวส.ซึ่งอยู่ที่ 8,000 บาท ต้องปรับตามดัชนีตลาดเพื่อให้แข่งขันได้ แต่แนวโน้มการให้เงินเดือนเป็นการให้ตามความสามารถซึ่งเป็นไปตามแบบตะวันตกในแบบที่เรียกว่า “hire & fire” คือถ้ามีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการก็จ้าง แต่ตั้งเป้าสูงหากทำไม่ได้ต้องออก
       
       สำหรับการคาดการณ์การจ่ายโบนัสประจำปี 2554เฉลี่ยทุกกลุ่มอยู่ที่ 2.79 เดือน ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนคือปี 2553ที่ 3.09 เดือน เพราะสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ไม่ขยายตัวมากนัก โดย 5 อันดับสูงสุดคือกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ 4.99 เดือน กลุ่มโลหะและเหล็ก 4.00 เดือน กลุ่มพลาสติก เคมี ยาง หนัง ปิโตรเลียม แก๊ส 2.92 เดือน กลุ่มการขนส่ง 2.67 เดือน และกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.58 เดือน แต่เป็นการสำรวจก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ จึงมองว่าในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ กับกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะมีการเปลี่ยนแปลงเพราะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม แต่กลุ่มที่น่าจะปรับเพิ่มเพราะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมคือกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
 

 

       ในส่วนของสวัสดิการจากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักทำให้เห็นชัดว่ามีการให้ความช่วยเหลือพนักงานในรูปแบบเงินช่วยซ่อมแซมบ้านหรือเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย จึงมองว่าการช่วยเหลือเช่นนี้อาจจะมีการเริ่มใช้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพราะมองว่าในอนาคตมีแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับบ้านและใกล้ตัวมากขึ้น แต่เป็นการให้ตามฐานะและความสามารถของแต่ละองค์กร เช่น บางแห่งให้หลักพัน บางแห่งให้หลักหมื่นบาท เป็นต้น เพราะสวัสดิการอื่นๆ ในส่วนของตัวบุคคลสำหรับประเทศไทยมีอยู่มากและค่อนข้างดีอยู่แล้ว
       
       แต่ทิศทางที่เห็นชัดจากการร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการส่งเสริมให้องค์กรเป็นองค์กรแห่งความสุข ด้วยการดูแลให้พนักงานมีความสุขหรือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี 8 ด้าน (Happy Workplace) เป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ควรนำไปใช้เพราะนอกจากจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้องค์กรและนำไปสู่ความยั่งยืน
       
       “แนวคิดและวิธีปฏิบัติการสร้างองค์กรแห่งความสุขเป็นตัวกระตุ้นหรือพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและองค์กร ทำให้องค์กรคิดถึงการให้สวัสดิการต่างๆ ที่ดูแลให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น การส่งเสริมให้พนักงานดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวซึ่งสุดท้ายเป็นผลดีทั้งต่อตนเองและองค์กร หรือการให้ความรู้และความเข้าใจในการบริหารเงินเพราะที่ผ่านมาพนักงานมีปัญหาหนี้สินและท้ายสุดส่งผลต่อการทำงาน ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่จะสร้างสังคมไปสู่ความสุข และไปไกลกว่าการบอกให้มีความสามัคคีกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง”
       
       ประคัล ปัณฑพลังกูร หัวหน้าโครงการสำรวจอัตราค่าจ้างเงินเดือน สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย กรรมการ และที่ปรึกษา บริษัท การจัดการธุรกิจ จำกัด กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า แนวโน้มอัตราการขึ้นเงินเดือนขององค์กรต่างๆ มีแนวโน้มลดลงเพราะทำให้การบริหารผลตอบแทนยาก โดยจะหันไปที่โบนัสมากกว่า ซึ่งในบางแห่งมีการวางเป้าหมายร่วมกันระหว่างพนักงานกับองค์กร เช่น หากบริษัทมีรายได้หรือยอดขายตามเป้าหมายที่วางไว้จะจ่ายโบนัสให้ตามที่ตกลงกัน
       
       ในการคาดการณ์อัตราการขึ้นเงินเดือนในปี 2555 น่าจะไม่ต่ำกว่า 5% จากดัชนีผู้บริโภคที่อยู่ในระดับ 3.5% รวมกับการให้รางวัลตอบแทนคุณงามความดี 1.5% และแม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมจะกระทบโรงงานต่างๆ แต่ไม่กระทบการขึ้นเงินเดือนของบริษัทญี่ปุ่นมากนักเพราะเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในการดูแลคน แต่ในส่วนของโบนัสอาจจะกระทบบ้าง คาดว่าน่าจะลดลงจากที่ตั้งไว้ 1 เดือน ขณะที่ สวัสดิการที่จูงใจคนให้อยู่นานมีแนวโน้มจะเลิกไป เช่น อยู่ถึง 10 ปีได้เงินหนึ่งก้อน เป็นต้น เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ตอบโจทย์ให้คนเก่งอยากอยู่ แต่ไปเกิดผลให้คนไม่เก่งอยู่นานเพราะอยากได้สวัสดิการนี้ และเพราะคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนงานเร็วขึ้นประมาณ 3- 5 ปี
       
       ส่วนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท นายจ้างอาจจะหาทางออกเพื่อลดผลกระทบ เช่น นำค่าอาหารและค่าครองชีพเข้าไปรวมอยู่ในฐาน แต่จะทำได้ต้องดูประเด็นทางกฎหมายว่าเป็นส่วนหนึ่งของสภาพการจ้างหรือไม่ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือการเร่งผลงานมากขึ้นเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย รวมทั้ง เงินเดือนระดับปริญญาตรี 15,000 บาทจะไม่ได้บังคับกับภาคเอกชน แต่กระทบทางอ้อม เพราะค่าจ้างที่ปรับขึ้น 300 บาท ถ้าคูณ 30 วันคือ 9 ,000 บาท รวมทั้งแรงงานที่ไม่มีทักษะ ขณะที่ปัจจุบันหลายองค์กรจ่ายปริญญาตรี 9,000 บาท ปวส.จ่าย 7,000 กว่าบาท ปวช. 6,500 บาท จึงส่งผลต่อการปรับอัตราเงินเดือนโดยรวมทั้งระดับปวช. ปวส.และปริญญาตรีที่ต้องปรับขึ้นตามไปด้วย
       
       นอกจากนี้ ผลที่จะตามมาคือการสรรหาคัดเลือกจะเข้มข้นขึ้น ในช่วงทดลองงานนายจ้างจะใช้เป็นช่วงในการพิจารณาอย่างมากว่าจะให้อยู่ต่อหรือไม่ให้ ส่วนการฝึกอบรมนายจ้างจะดูเป็นรายบุคคลมากกว่าโดยรวม และการประเมินผลจะเข้มข้นขึ้นแน่ โดยการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการวัดความสามารถจะมีการนำมาใช้มากขึ้น
       
       ที่ปรึกษาทิ้งท้ายว่า เมื่อมองฝ่ายลูกจ้างต้องตระหนักว่าการขึ้นเงินเดือนนี้ สิ่งที่ตามมาคือลูกจ้างต้องสร้างผลงานให้คุ้มค่าจ้าง ส่วนนายจ้างซึ่งมักจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการบริหารคนและพัฒนาคนโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องหันมาใส่ใจ ส่วนภาครัฐบาลต้องมองว่าการทำเช่นนี้ทำให้ประเทศแข่งขันระดับประเทศได้น้อยลง เพราะความสามารถของแรงงานไทยยังไม่สมควรเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามที่ได้น้อยกว่ามากคือวันละ 80 บาท ทั้งที่ขยันมากและไม่เกี่ยงงาน สิ่งที่รัฐบาลต้องเน้นคือสร้างคนและหาจุดเด่นในเรื่องความสามารถหลัก (core competency) ของไทยว่ามีอะไรเป็นสิ่งที่นายจ้างขาดไม่ได้ เมื่อเขาเชื่อเช่นนี้ค่าจ้างสูงเท่าไรก็จ่าย มีอีกเรื่องที่ควรจะทำคือมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นการจ่ายแบบสอดคล้องกับฝีมือของแต่ละคน ไม่ใช่จ่ายแบบเท่ากันหมดทั้งประเทศ

 



ที่มา : www.manager.co.th 22-12-54