เว็บลิงค์
สภาวิชาชีพบัญชี กรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานประกันสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย พลัสมา อาร์เรย์บิช กรุงเทพธุรกิจ จีบัน
อัตราแลกเปลี่ยน
ค้นหา
เอกสารเกี่ยวกับบริษัท
 
 
สอบถามบัญชี โทร 081-903-9321 , สอบถามงานจดทะเบียน โทร 081-753-4070
แนวโน้มทิศทางเศรษฐกิจปี55

 

 

 "เครดิต สวิส" ชี้เศรษฐกิจไทยปีหน้าต้องเน้นการบริโภค-ลงทุนในประเทศ ให้มากกว่าการส่งออก ผลักดันการเติบโต พร้อมใช้ลดดอกเบี้ยเป็นตัวหนุนสันดาบท้าย และอาจได้เห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นของแถมด้วย
       
        สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษศาสตร์ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ เอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) จาก เครดิต สวิส เอจี (ประเทศสิงคโปร์) ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียจะได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปชะลอตัว เพราะประเทศในเอเชียมีภาคการส่งออกทั้งทางตรงและทางอ้อมในสัดส่วนที่สูง
       
        แม้จะมีการค้าระหว่างประเทศเอเชียด้วยกันถึง 40% แต่ส่วนใหญ่ก็เน้นส่งออกไปยังจีน ซึ่งในปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจจีนก็จะชะลอตัวลงเช่นกัน และสินค้าของจีนหลายประเภทก็มีการส่งออกต่อไปยังสหรัฐฯและยุโรป หากชาติตะวันตกมีคำสั่งซื้อสินค้าลดลงก็ย่อมจะกระทบการส่งออกของประเทศในเอเชียที่เคยส่งออกไปจีนด้วย ทว่า สินค้าประเภทอาหาร พลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบไม่มากนักจากการส่งออกที่ลดลง
       
        สำหรับประเทศไทยคงจะหวังการเติบโตจากการส่งออกได้ไม่มาก และต้องหันมาเน้นเรื่องการเพิ่มอุปสงค์ในประเทศให้เพิ่มขึ้น รวมถึงการลงทุนเนื่องจากไทยแทบไม่มีตัวเลขการลงทุนเพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้งเป็นต้นมา
 

       
        "เศรษฐกิจไทยในปี 2555 ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะโต 4.8 - 5.0% อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะถ้าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ในระดับนั้น จะต้องมีการเติบโตเฉลี่ย 2% ทุกไตรมาสต่อเนื่องและต้องได้กำลังการผลิตที่สูญเสียไปจากน้ำท่วมคืนมาหมดในไตรมาสแรกปี 2555 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ประกอบกับสภาพแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันก็ไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ ดังนั้นในปีหน้ารัฐบาลไทยก็อาจต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทั้งนโยบายการคลังและการเงินเพิ่มมากขึ้น ทำให้คาดว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยอีก0.75% เหลือ 2.5% โดยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็จะค่อยๆ ลดลงไปด้วย”
       


        พร้อมกันนี้ประเทศไทยยังจะต้องมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเรียกความมั่นใจให้นักลงทุนไม่ย้ายฐานการผลิตออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่จะทำให้มีการนำเข้าจำนวนมาก ส่งผลให้เงินบาทในระยะสั้นคาดว่าจะอ่อนค่าลงมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
       
        การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็นเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งที่ประมาณ 5 - 6% ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมาการส่งออกของไทยก็ดีแต่เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้ไม่ดีนัก ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนของการส่งออกประมาณ 22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เท่านั้น หากจะให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับที่ควรจะเป็น 5 - 6% สัดส่วนการลงทุนของไทยควรจะอยู่ที่ระดับ 30% ของ GDP จึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ที่ 5 - 6% เพราะการบริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน แม้บริษัทขนาดใหญ่จะมีประกันภัยน้ำท่วมไว้แต่ระดับบุคคลและธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) ส่วนใหญ่ไม่มีประกัน
       
        "นอกจากนี้ในปี 2555 บริษัทเอกชนยังต้องเจอการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น หากยอดขายไม่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกิดปัญหาการว่างงานตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อถึงการบริโภคภายในได้"
       
        ด้าน อดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อเบอร์ดีน กล่าวว่าภาพรวมของเศรษฐกิจเอเชียและไทยยังคงอยู่ในภาวะยากลำบากโดยเฉพาะการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยจะสามารถเติบโตได้และมูลค่าหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค ทำให้สามารถคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวได้

 



ที่มา : www.manager.co.th 22-12-54