การตลาดครองใจคนเมืองwifi-freeพลิกโฉมสังคมเมือง?
|
การตลาดครองใจคนเมือง Wi-Fi FREE พลิกโฉมสังคมไทย? |
 |
 |
- “Wi-Fi FREE” คลื่นพลังพลิกโฉมหน้าสังคมไทยสู่ยุคใหม่
- เครื่องมือ “รัฐ” สร้างประชานิยมโดนใจคนทั้งประเทศ
- ชูโรงชอปปิ้งมอลล์ตอบสนองคนบ้าแกดเจ็ต-ติดหนึบโซเชียลเน็ตเวิร์ก
- นักการตลาดชี้อย่าแค่ทำให้ลองชิม สุดท้ายต้องจ่ายซื้อบริการในอนาคต
- เปิดมองต่างมุมไวไฟฟรีในเมืองไร้ค่าสู้กระจายสู่ต่างจังหวัดดีกว่า
จากการคาดการณ์ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนเมื่อจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทั้งแบบมีสายและไร้สายมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ การใช้งานอย่างแพร่หลายจะเคลื่อนตัวจากคอมพิวเตอร์ไปยังสมาร์ตโฟนและแท็บเลต
กระแสความนิยมสมาร์ตโฟนและแท็บเลต อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนการใช้สื่อเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอลของไทยอย่างเต็มตัว ผู้บริโภคจะใช้เวลาบนโลกออนไลน์ตลอดเวลาผ่านอุปกรณ์เหล่านี้
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สายในปัจจุบันยังมีปัจจัยเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจจะทำให้การเข้าถึงถูกจำกัดเพียงกลุ่มผู้ใช้กลุ่มหนึ่ง แม้ว่าอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายอยู่ในขณะนี้
ความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบทุกที่ทุกเวลาเป็นอะไรที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากแพกเกจโปรโมชั่นของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ผนวกเรื่องการใช้งานไวไฟมาเป็นจุดขายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคยุคนี้
แพกเกจไวไฟที่บรรดาค่ายโอเปอเรเตอร์เปิดให้บริการ ปัจจุบันมีอยู่ 2 ค่ายหลัก ได้แก่ ค่ายทรู มีแพกเกจให้เลือก 3 รูปแบบ คือ 1 วัน เล่นไวไฟได้1 ชั่วโมง ราคา 39 บาท, 1 วัน เล่นได้ไม่จำกัด ราคา 69 บาท และแบบ 1 เดือน เล่นได้ไม่จำกัด ราคา 100 บาท
ขณะที่ค่ายเอไอเอส มีให้เลือกเพียงแพกเกจเดียว Wi-Fi unlimited ราคา 99 บาท สามารถใช้ไวไฟได้ไม่จำกัด ส่วนดีแทคยังไม่เปิดให้บริการ โดยอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ ส่วนทีโอทีมีการพ่วงบริการไวไฟกับบริการ 3G ด้วย
“ไวไฟ” หรืออินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงในพื้นที่สาธารณะ กลายเป็นสิ่งที่คนใช้งานสมาร์ตโฟน แท็บเลตหรือแม้แต่โน้ตบุ๊กต้องการ นอกจากการเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ที่ทำงาน
ความคิดเรื่องการให้บริการ “ไวไฟฟรี” จึงมีมาอย่างต่อเนื่องในเมืองไทย และมีคนที่กระโดดเข้ามาตอบสนองความต้องการนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการไวไฟฟรีของกรุงเทพมหานครร่วมกับทรู การสร้างบางแสนไวไฟซิตี้ การให้บริการไวไฟฟรีในสนามบิน ห้างสรรพสินค้าบางส่วน ร้านกาแฟ และร้านอาหาร เป็นต้น
แต่โครงการใหญ่ไวไฟฟรีระดับประเทศที่ได้รับการพูดถึงและจับตามองมากที่สุดคือโครงการไวไฟฟรีของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่แม้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโครงการประชานิยมของพรรคเพื่อไทยที่ได้สัญญาไว้ก่อนเป็นรัฐบาลว่าจะแจ้งเกิดโครงการนี้
โครงการไวไฟฟรีเป็นหนึ่งในโครงการสมาร์ต ไทยแลนด์ ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558 ภายใต้งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยจะขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งมีสายและไร้สายให้ครอบคลุมพื้นที่การใช้งานในระดับตำบล 80% ของประเทศ ช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน และเป็นดัชนีสำคัญที่ยกระดับบริการโทรคมนาคมพื้นฐานของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้
กระทรวงไอซีทีร่วมมือกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และผู้ให้บริการภาคเอกชน รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. เปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านโครงข่าย SMART-WIFI@TH โดยโครงการนี้รองรับตั้งแต่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก คนทำงานที่ต้องเดินทางหรือทำงานนอกสถานที่เป็นประจำ (Mobile Workers) ตลอดจนนักท่องเที่ยวเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มที่มากขึ้น
ตามแผนหลังจากที่มีการเปิดตัวเฟส 1 ที่มีโครงข่ายครอบคลุมกว่า 20,000 จุดทั่วประเทศ เน้นการให้บริการในพื้นที่สาธารณะที่มีความต้องการใช้งานสูง เช่น ศาลากลางจังหวัด สนามบิน มหาวิทยาลัย สถานีขนส่ง หลังจากนั้นจะเปิดให้บริการมากกว่า 250,000 จุด ภายใน 5 ปี
ไวไฟฟรีพลิกโฉมสังคมไทย
นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที กล่าวว่า จากสถิติการศึกษาอัตราการเข้าถึงการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต พบว่า ทุกๆ 10% ของการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้น จะสามารถเพิ่ม GDP ได้ 1.3% กระทรวงฯ จึงได้พัฒนารูปแบบการดำเนินการสำหรับ “SMART-WIFI@TH” เพื่อให้ได้ผลสำเร็จในระยะยาว โดยโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการให้บริการนี้จะเป็นการผสมระหว่างโครงข่าย backbone ที่มีอยู่ในปัจจุบันและโครงข่ายใหม่ รวมทั้งจุดเชื่อมต่อ (access point) ของ ทีโอที กสท และผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมภาคเอกชน ซึ่งจะทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อและเชื่อถือได้ ภายใต้ ID “SMART-WIFI@TH” เดียวกัน
ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) บอกว่า ปัจจุบันอุปกรณ์มือถือ แท็บเลต และโน้ตบุ๊ก รองรับเทคโนโลยีทั้งไวไฟ และ 3จี อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคชอบเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทว่าการเสียค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อาจทำให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งคิดมาก แต่เมื่อมีบริการไวไฟฟรี จะเอื้อให้ผู้บริโภคกระหน่ำใช้ไอทีมากขึ้น และยิ่งภาครัฐลงมาทำเอง ก็ยิ่งช่วยให้อินฟราสตรักเจอร์ขับเคลื่อนไปได้เร็วมากขึ้น
“ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการเปิดให้ใช้บริการฟรีแทบทุกจุด เช่น ตู้เบียร์อาซาฮี ซึ่งในแง่ลูกค้า ถือเป็นการให้บริการ แต่ขณะเดียวกันยังถือเป็นการตรวจเช็กจำนวนสินค้าในตัว”
ประสิทธิ์ บอกว่า เมื่อคนใช้งานมากขึ้น การทรานสฟอร์มจากเทรดดิชันนัลมีเดียไปสู่ดิจิตอล มีเดียจะเกิดขึ้น และส่งผลให้อุตสาหกรรมดิจิตอล คอนเทนต์บูมอย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นภาครัฐต้องมีนโยบายควบคุมการใช้งานให้เกิดความปลอดภัยด้วย
ฟาก นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด มองว่าไวไฟฟรีเป็นนโยบายที่ดี เนื่องจากปัจจุบันอุปกรณ์ต่างๆ มีการซัปพอร์ตอินเทอร์เน็ตหลากหลายรูปแบบ ทั้งแท็บเลต สมาร์ตโฟน และโน้ตบุ๊ก อีกทั้งคอนเทนต์ต่างๆ ก็อยู่บนออนไลน์ทั้งหมด เพียงแต่มีข้อจำกัดเรื่องจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ทั่วถึง รวมถึงการให้บริการ 3จี แบบเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น การมีนโยบายนี้ รวมถึงภาคเอกชนหลายแห่งก็เริ่มนำมาใช้เป็นจุดขายในการให้บริการ ก็เชื่อว่าจะช่วยทำให้การใช้งานอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้น โดยยกตัวอย่าง ประเทศเกาหลี ที่มีการปูพรมอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ช่วยขับเคลื่อนการใช้งานอุปกรณ์เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ยังเชื่อว่าจะส่งผลให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ออนไลน์ หรือแอปพลิเคชั่นออนไลน์ เติบโตต่อเนื่องไปด้วย
ปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริการเสริม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บอกว่า การเกิดขึ้นของบริการไวไฟฟรีนั้น จะช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการดีไวซ์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน รวมถึงในอนาคตรูปแบบของคอนเทนต์ที่ให้บริการก็จะเปลี่ยนแปลงไป เน้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น และจะมีการคัสตอมไมซ์คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มมากขึ้นด้วย
ไวไฟฟรีตอบโจทย์
ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
รูปแบบการให้บริการไวไฟฟรีไม่ได้มีเฉพาะกับภาครัฐเป็นตัวผลักดันตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ภาคเอกชนก็มีส่วนในการผลักดันอย่างมีนัยเช่นกัน
แหล่งชอปปิ้งก็ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไร้สาย ซึ่งแหล่งชอปปิ้งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมาจนกลายเป็นที่สุดฮิตของคนกรุงเทพฯขณะนี้ คือเทอร์มินอล 21 ได้เปิดให้บริการไวไฟฟรีให้กับคนที่มาเดินในมอลล์ถึง 1 ปีเต็ม เพียงมาลงทะเบียน ก็สามารถใช้ไวไฟฟรีผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทันที
“เรามองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นตัวตั้ง เมื่อกลุ่มลูกค้าชอบเรื่องของแกดเจ็ต ชอบใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก การให้บริการไวไฟฟรีถือเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” แหล่งข่าวจากเทอร์มินอล 21 กล่าว
ที่ผ่านมาต้นแบบของการให้บริการไวไฟฟรีของเทอร์มินอลมาจากการให้บริการไวไฟฟรีที่แฟชั่น ไอส์แลนด์ ซึ่งทั้งสองแห่งถือเป็นกลุ่มทุนกลุ่มเดียวกัน และผู้บริหารก็มีแนวคิดที่จะสร้างจุดแตกต่างจากชอปปิ้งมอลล์แห่งอื่นจากการคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง
แหล่งข่าวรายเดิม บอกว่า บริการไวไฟฟรีที่แฟชั่น ไอส์แลนด์ ได้รับความนิยมใช้อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่เป็นยังเจเนอเรชั่น โดยถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของทางศูนย์ฯ ที่เป็นกลุ่มที่มีรายได้ ฐานะดี ส่วนที่เทอร์มินอล 21 นั้น ขณะนี้มีผู้ที่มาลงทะเบียน 4-5 พันรายต่อวัน โดยกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่ เข้ามาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง
“ตอนนี้ไลฟ์สไตล์คนเมืองเปลี่ยนไป เราจึงต้องมีบริการที่พร้อมตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเขา และทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตในศูนย์ฯได้ทั้งวันโดยไม่ต้องชอปอะไรเลยก็ได้”
ใช้ไวไฟฟรีดึงลูกค้าวัยรุ่น
กรรณิการ์ ชินประสิทธิ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ธุรกิจร้านกาแฟกับการบริการไวไฟฟรีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไลฟ์สไตล์ลูกค้า กับการใช้งานกับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเลต หรือโน้ตบุ๊ก ในร้านกาแฟเป็นที่นิยม ซึ่งการบริการไวไฟฟรี เป็นจุดที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาในร้าน
ปัจจุบันจะเห็นว่า ผู้บริโภคหันมาดื่มกาแฟตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น ประกอบกับร้านกาแฟขนาดใหญ่มีการปรับปรุงร้าน พัฒนาคุณภาพของกาแฟ และบริการอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้บริการไวไฟ ทำให้แบล็คแคนยอนจึงเน้นบริการไวไฟฟรีเพื่อเสริมการบริการและสร้างความสะดวก ประทับใจให้ลูกค้าเข้ามาในร้าน โดยปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บริการไวไฟฟรีมีอายุตั้งแต่ 21-50 ปี ขึ้นไป
ส่วนใหญ่บริการไวไฟฟรี จะมีในร้านกาแฟขนาดใหญ่ ทำให้การเติบโตต่อเนื่องและแนวโน้มเติบโตดีกว่าร้านกาแฟขนาดเล็ก เนื่องจากร้านกาแฟขนาดใหญ่มีการปรับปรุงร้านและการบริการต่อเนื่อง เช่น เปิดให้บริการไวไฟอินเทอร์เน็ต โดยปัจจุบันแบล็คแคนยอนมีสาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เตรียมขยายสาขาเพิ่ม 4-5 แห่งในครึ่งปีหลัง โดยจะเพิ่มบริการไวไฟฟรีเข้าไปเกือบทุกสาขา
ร้านอาหาร
จำเป็นน้อยกว่าร้านกาแฟ
ชาตยา ชูพจน์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด มองว่า การให้บริการไวไฟฟรี มีความจำเป็นต่อธุรกิจทั้งร้านกาแฟ และร้านไอศกรีมมากกว่าร้านอาหาร เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเวลาเข้าไปรับประทานอาหารจะเน้นการพบปะสังสรรค์ และพูดคุยกันมากกว่าจะเลือกใช้หรือเล่นไอแพด แท็บเลต และสมาร์ตโฟน ทำให้ไวไฟในร้านอาหารจึงมีความจำเป็นน้อย ในทางกลับกัน ร้านกาแฟ และไอศกรีมส่วนมากผู้บริโภคจะเน้นใช้ไวไฟมากกว่า ด้วยการจิบกาแฟ หรือรับประทานไอศกรีมไปด้วยก็จะนิยม เล่นไวไฟไปด้วยผ่านเท็บเลต ไอแพด หรือสมาร์ตโฟนบนมือถือ
แนวโน้มของร้านอาหารกับการมีไวไฟฟรีไว้บริการลูกค้า เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานกับอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งสมาร์ตโฟน แท็บเลต หรือโน้ตบุ๊ก ได้ง่าย และสะดวก มองว่ามีความจำเป็นสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการได้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ร้านอาหาร คงไม่ใช่ด่านสำคัญด่านแรกในเรื่องบริการไวไฟฟรี รสชาติอาหาร การบริการ เป็นปัจจัยหลักมากกว่าในการทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ บอกต่อ และกลับมาใช้บริการซ้ำและต่อเนื่อง
ส่วนบาร์บีคิวพลาซ่า ในปัจจุบันยังไม่มีบริการไวไฟฟรีภายในร้าน เพราะมองว่าลูกค้าส่วนมากจะมีกิจกรรมบนโต๊ะอาหาร ปิ้งย่าง และสังสรรค์พูดคุยมากกว่าการเล่นเครื่องมืออุปกรณ์ไฮเทคโนโลยีดังกล่าว แต่บาร์บีคิวพลาซ่าก็มีการสำรวจถึงความต้องการของรูปแบบการบริการไวไฟฟรีไว้ด้วยเช่นกัน
“บาร์บีคิวพลาซ่า ก็มองเห็นความสำคัญของสมาร์ตโฟน แท็บเลต โน้ตบุ๊ก ไอแพด โดยได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์โปรโมชั่นต่างๆ บนแอปพลิเคชั่นบนมือถือ โดยเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมากว่า 1 ปีแล้ว ซึ่งโปรโมชั่น และกิจกรรมต่างๆ ของบาร์บีคิวพลาซ่า สื่อสารไปยังกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานได้ผลดีเยี่ยม” ชาตยา กล่าว
ผู้ป่วยก็ต้องการไวไฟฟรี
พล.ท.นพ.พร้อมพงษ์ พีระบูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า โรงพยาบาลมีการเปิดให้บริการไวไฟทุกจุด โดยมี 2 ผู้ให้บริการ คือ ทรูกับทีโอที โดยทีโอทีจะให้บริการกับผู้ป่วยภายใน ส่วนผู้ป่วยนอกสามารถใช้ไวไฟของทรูได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ หรือคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตของทรูก็สามารถใช้บริการได้เลย
ปัจจุบัน ร.พ.มีเตียงทั้งหมด 200 เตียง กว่า 50% ของผู้ป่วยในใช้ไวไฟทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ใช้ในการรับ-ส่งอีเมล จะมีบางส่วนที่ใช้ในการหาข้อมูล โดยผู้ป่วยหรือญาติจะต้องมาขอพาสเวิร์ดเพื่อเปิดใช้งาน
“ที่เราต้องมีพาสเวิร์ด เพราะเป็นการป้องกันปัญหาอย่างหนึ่ง ถ้าเขาไปโพสต์อะไรไว้จะได้รู้ ผมมองว่าการให้บริการไวไฟฟรี ขณะนี้ ร.พ.เอกชนเกือบทุกแห่งมีการให้บริการทางด้านนี้อยู่แล้ว เราลงทุนไวไฟไปมากเหมือนกัน”
ไวไฟแบบเหนือระดับในห้าง
อย่างที่รู้กันว่า “ไวไฟ” เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ถวิลหา แต่ไวไฟฟรีอาจจะไม่ตอบโจทย์การใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด เพราะของฟรีก็ย่อมมีข้อจำกัดในการใช้งานต่างๆ นานา ไวไฟแบบมีประสิทธิภาพแต่ต้องเสียเงิน น่าจะเป็นทางเลือกของคนที่มีกำลังจ่าย
การรวมตัวกันสร้างปรากฏการณ์ของ 4 ค่ายสื่อสารโทรคมนาคม เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เอชและทีโอที เปิดนวัตกรรมไวไฟในศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่เปิดให้บริการ mobile data service ผ่านโครงข่ายไวไฟ ทั่วทั้งอาคารของ 3 ศูนย์การค้าใจกลางเมืองครอบคลุมพื้นที่กว่า 600,000 ตร.ม. ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ผู้ใช้บริการไม่พลาดการเชื่อมต่อออนไลน์ และโลกโซเซียลเน็ตเวิร์ก ในทุกรูปแบบ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าเทรนด์เซตเตอร์ของศูนย์การค้า ที่ครอบคลุมจำนวนลูกค้าสูงสุดทั้งนักธุรกิจ นักชอป นักท่องเที่ยว กับโลกออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา
“กลุ่มเป้าหมายของศูนย์การค้าเป็นกลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตตามวิถีคนเมืองที่เกาะติดโลกเทคโนโลยีการสื่อสาร” ชฎาทิพ จูตระกูล ผู้บริหารสูงสุด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวและว่า “ภายในศูนย์การค้าในแต่ละวันผู้ใช้บริการจำนวนกว่า 1.5 แสนคน สามารถใช้ชีวิตแบบออนไลน์อิสระไร้สายได้ทุกที่ทุกเวลา”
การร่วมกันให้บริการของ 4 ค่ายส่งผลให้ผู้ใช้บริการไม่ว่าจะเป็นค่ายใดที่ใช้งานสมาร์ตโฟน สมาร์ตดีไวซ์ แท็บเลต โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ที่มีความสามารถในการรับสัญญาณไวไฟ สามารถเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายประสิทธิภาพสูงสุด อย่างทางเอไอเอสเปิดให้บริการ AIS Wi-Fi ความเร็วสูงสุด 100 Mbps ให้ลูกค้าเอไอเอสที่มีแพกเกจ Wi-Fi อยู่แล้วสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มใดๆ
ไวไฟฟรี
ให้แค่ทดลองชิมหรือเปล่า
ผศ.ดร.เกรียงสิน ประสงค์สุกาญจน์ อาจารย์ภาควิชาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินสปาย รีเสิร์ช จำกัด กล่าวว่า การเปิดให้บริการไวไฟฟรีของภาครัฐนั้น ทำให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะอยู่ในวงจำกัด
ประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการนี้คือประชาชนประหยัดต้นทุนทางด้านการสื่อสาร ทำให้สามารถติดต่อกับผู้คนได้ง่ายขึ้นผ่านการใช้งานไวไฟฟรี ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการ Line หรือ Whatsapp ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น
ส่วนด้านธุรกิจนั้น การที่ร้านค้าและห้างต่างๆ นำเสนอบริการไวไฟฟรีนั้น มองว่าเป็นจุดขายที่ถูกนำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่เมื่อมีการให้บริการไวไฟฟรีโดยภาครัฐก็ต้องมาดูเรื่องของพื้นที่ที่ทับซ้อนว่าเอกชนจะลงทุนอีกหรือไม่
อีกด้านหนึ่งที่ต้องพิจารณาจากการให้บริการไวไฟฟรีของภาครัฐก็คือเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคเอกชน ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและผู้ให้บริการโทรศัพท์ เพราะหากผู้บริโภคสามารถใช้ไวไฟฟรีเข้าถึงแอปที่มีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ทั้งการส่งข้อความสั้น การโทร.หากัน ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ จุดนี้อาจทำให้ภาคเอกชนผู้ให้บริการสูญเสียรายได้
นอกจากนี้การเปิดให้บริการไวไฟฟรีของกระทรวงไอซีทีนั้น จะต้องดูต่อไปว่าจะเป็นลักษณะของการแค่ให้ทดลองชิมหรือไม่ เพราะต้องดูเรื่องของการจำกัดการใช้งาน การแจกฟรีเฉพาะบางโซน การจำกัดความเร็ว สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้ผู้บริโภคที่ใช้ฟรีในช่วงแรก ต้องหันหน้าไปหาบริการของเอกชนเมื่อเสพติดการใช้งานแล้ว
“เราต้องยอมรับว่าวันนี้คนติดโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างมาก หากการใช้งานไวไฟฟรีไม่ได้ตอบสนองรูปแบบการใช้งานของเขาได้อย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาก็พร้อมที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ไวไฟภาคเอกชนที่มีประสิทธิภาพดีกว่า”
มองต่างมุมไวไฟฟรี
ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ดูแลเว็บไซต์กระปุกดอทคอม มองในมุมที่แตกต่างถึงการเปิดให้บริการไวไฟฟรีของกระทรวงไอซีที ว่าทางกระทรวงน่าจะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายในพื้นที่ที่ยังไม่มีบริการมากกว่าที่จะให้บริการในเมืองหรือตามหัวเมืองใหญ่ก่อน เพราะพื้นที่เหล่านี้มีการให้บริการไวไฟเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว ส่งผลต่อการลงทุนและการแข่งขันกับภาคเอกชนในแต่ละพื้นที่ที่ภาครัฐเปิดให้ใช้ไวไฟฟรี
“สิ่งที่น่าจะทำที่สุดคือพื้นที่ไหนที่เอกชนแข่งขันกันให้บริการในเชิงพาณิชย์ก็ให้เอกชนแข่งขันกันให้บริการบนราคาที่เหมาะสมตามกลไกตลาด แต่ถ้าพื้นที่ไหนภาคเอกชนเห็นว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน ภาครัฐก็ลงทุน เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป”
ภาพที่เกิดขึ้น ปรเมศวร์ มองว่าเป็นการนำภาษีของคนทั้งประเทศ ไปสนับสนุนในเรื่องที่ไม่ควรจะทำ เพราะถ้าเปลี่ยนจากการให้บริการไวไฟฟรีในเมือง ไปที่ต่างจังหวัดน่าจะได้รับประโยชน์มากกว่า
อีกสิ่งหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานในปัจจุบัน ทั้งแท็บเลต สมาร์ตโฟน และโน้ตบุ๊กจะเติบโตขึ้นอย่างมาก หลังจากการมีไวไฟฟรีนั้น ทางปรเมศวร์ บอกว่าไม่น่าจะทำให้เติบโตได้มากมายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพื้นที่ที่เปิดให้บริการนั้นเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคมีอุปกรณ์ที่รองรับการใช้งานผ่านไวไฟใช้กันอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเป็นตัวแปรที่ส่งผลบวกให้กับดีไวซ์เติบโตอย่างที่คาดการณ์กันไว้
“ภาครัฐต้องดูตัวอย่างการให้บริการไวไฟฟรีในต่างประเทศ อย่างอเมริกาที่เขาจะขยายบริการฟรีเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้ให้มากขึ้นมากกว่า”
|
|
ที่มา : www.manager.co.th 12-01-55